GolfWira's profileGoLfWira's SpacEPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 06

    ○ MEMO

    MEMO :  ข้อความจากเจ้าของสเปซ
    UPDATE .... 6 JULY 2009
     
    เฮ้อ...สเปซชักจะปล่อยว่างอีกแร้วสิ
    พอเปิดเรียน ก็ไม่มีเวลาว่างมานั่งเขียนบล็อคเรย
    ทั้ง ๆ ที่มีเรื่องราวมากายอยากจะเขียน อยากจะระบาย
    ช่วงเปิดเทอม ระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 1 เดือนที่ผ่านไป
    ก็มีเรื่องราวมากมาย ทั้งสุข  ทั้งทุกข์เข้ามา
    มีเรื่องที่ได้เรียนรู้  ได้ปรับตัว  ได้เปลี่ยนแปลง
    กล้าที่จะทำ  กล้าที่จะพูดมากขึ้น
    ขึ้นปี 2 แร้ว ได้มีน้องรหัสให้ดูแลตั้ง 3 คน
    ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีมากแค่ไหน
    ก็จะทำให้ดีที่สุดแหระ จะใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้คุ้มค่า
    แม้ว่าบางทีจะแอบอู้ แอบท้อไปบ้าง
    เอาละ !!
    ไปทำงานต่อแระ
    ไว้ว่างๆค่อยเอาเรื่องสนุกๆมาลง เฮ้อ...
     
     
     
    May 14

    ○ ความงามคงอยู่ทุกที่

     


    เชื่อไหมว่า

    ทุก ๆ สิ่งรอบกายรายรอบตัวเรา

    อาจจะมีชีวิตและจิตวิญญาณแทบทั้งนั้น

    ....................................

     

    ก้อนเมฆสีขาวชั่วเสี้ยววินาทีก่อนโดนสายลมเปลี่ยนรูปอาจจะคิดถึงบางสิ่ง

     

    สายลมก็เฉกเช่นกัน

    ระหว่างพัดผ่านบางสิ่ง อาจจะคิดถึงอีกบางสิ่ง

     

    พระจันทร์ในคืนวันดวงดาวจางหาย อาจจะเหงาจนจับขั้วหัวไจ

     

    แต่พระจันทร์เองก็ไม่อาจจะรับรู้ได้ว่า

    มีดวงใจดวงน้อยของใครบางคนเฝ้ามองอย่างรอคอยเสมอทุกค่ำคืน

     .........................

     

    ดวงดาวที่เราเห็นพราวเต็มท้องฟ้า

    แท้จริงแล้ว อาจจะเหงาอย่างที่สุด

     

    แม้แต่ผ้าขี้ริ้วสักผืนหนึ่ง ก็อาจจะตัดพ้อต่อว่า

    และร่ำร้องเพรียกหาวันวานที่แสนสดใส

    ..........................

     

    สิ่งที่คงอยู่ไม่จำเป็นต้องมองเห็นเสมอไป

    สิ่งที่มองเห็นทุกเมื่อเชื่อวัน อาจจะเป็นความเท็จที่เราต่างสร้างขึ้นมาแทบทั้งสิ้น

     

    ความเร่งรีบที่ผ่านเข้ามาจนเราต่างตั้งตัวไม่ทันนั้น

    แท้ที่จริงแล้วเราเป็นฝ่ายโอนเอียงผ่อนตามให้เข้ามาครอบครองชีวิตเราเองหรือเปล่า

     

     

    บ่อยครั้งเรามุ่งมั่นกับบางสิ่งจนแทบลืมหายใจ

    แม้กระทั่งตัวเองยังไม่ใส่ใจ  แล้วหัวจิตหัวใจที่รายรอบตัวเล่า

    คงโดนทิ้งขว้างกระจัดกระจายพลัดหกตกหล่นเรี่ยราด

     

    กว่าจะรู้ว่าทุกสิ่งที่ทำลงไปนั้นมันส่งผลอะไรบ้าง

    ก็ต้องใช้คำว่าสายไปแล้ว

    ...............................

     

    ความงามคงอยู่ทุกที่  ความร่าเริงและความสดใสก็เช่นกัน

    เราอาจจะยิ้มได้เมื่อวันที่เราเศร้าอย่างที่สุด

    เราอาจจะมองน้ำตาที่รินรดเป็นเรื่องที่ต้องเป็นไป

    การตีโพยตีพาย บางครั้งเป็นเพราะอารมณ์ชั่วประเดี๋ยว

     

    แล้วทุกสิ่งก็จะกลับมาคงที่

     

    โลกหมุนเวลาเดินทางเสมอ

    ใครอาจจะจากเราไปแล้ว และใครหลายคนยังคงอยู่

    บางคนเดินไปไม่เดินกลับ บางคนเดินกลับเพื่อไปทบทวนบางสิ่ง

     

    ชีวิตต่างต้องเป็นไป

     

    การมองทุกสิ่งอย่างพินิจพิจารณาอาจจะไม่มีค่าเป็นราคาค่างวด

    แต่อาจจะส่งผลให้จิตใจอ่อนโยนขึ้น ความคิดละเอียดขึ้น

    ........................................

     

    ถึงตอนนั้น ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามา

    เราก็จะต้อนรับด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างร่าเริง

    May 13

    ○ ความรัก กับ อากาศ

     




    "ความรัก" กับ "อากาศ" 
    ....................
     
    Image Hosted by ImageShack.us
     
    "ความรัก" กับ "อากาศ" 
     
    เธอเลือกที่จะขาดสิ่งไหน
     
    ไม่มีอากาศ ..ก็ไม่มีลมหายใจ
     
    ไม่มีความรัก ยังหายใจได้ ..เหมือนทุกวัน
     
    อากาศไม่ต้องเสาะแสวงหา
     
    แต่ความรักจะได้มาต้องบากบั่น
     
    อากาศได้มาง่าย ๆ และมีมากมายร้อยพัน
     
    ส่วนความรัก แม้เพียงฝัน..ก็สุขใจ
     
    อากาศแทบไม่มีน้ำหนัก
     
    ส่วนความรักใครก็เห็นว่ายิ่งใหญ่
     
    อากาศ ไม่เคยสร้างความเสียใจ
     
    หากความรักทำให้ต้องร้องไห้ มีน้ำตา
     
    อากาศ ทำให้ทุกชีวิตดำรงอยู่
     
    และความรัก ทำให้ลมหายใจทุกอณูมีคุณค่า
     
    อากาศ มองเห็นได้ยากด้วยสายตา
     
    ส่วนความรัก เห็นด้วยตา รู้ด้วยใจ
     
    มีอากาศ โลกก็เห็นอย่างที่เป็นอยู่
     
    มีความรัก โลกจะกลายเป็นสีชมพูหวานไหว
     
    สำหรับอากาศ เข้าออกตามลมหายใจ
     
    แต่ความรักหากมีไว้ ก็ไม่อยากสูญเสียไป
     
    ...สักนิดเดียว...
     
    .......................
    ......................
     
    ดูแลรักษาอากาศ ว่าลำบาก
     
    ดูแลความรัก ยิ่งยุ่งยาก หากไม่แลเหลียว
     
    มีอากาศมากเท่าไรก็ไม่กลมเกลียว
     
    ความรัก แม้บางเบาก็แน่นเหนียว
     
    ...และผูกพัน...
     
    ส่วนประกอบของอากาศสามารถบรรยาย
     
    แต่ความรัก ไม่อาจอธิบายด้วยคำสั้น ๆ
     
    อากาศ อาจ ดี-แย่ แต่ละวัน
     
    ส่วนความรักนั้น จะยังคงอบอุ่น กรุ่นหัวใจ
     
    .....................
     
    "ความรัก" กับ "อากาศ"
     
    หากถามฉันว่า เลือกที่จะขาดสิ่งไหน
     
    แม้อากาศจำเป็นสักเพียงใด
     
    ในโลกที่ความรักสิ้นไร้ ..ก็ไม่อาจทนอยู่ได้
     
    ...เช่นกัน...
     
    .......................
     
    Image Hosted by ImageShack.us
     
    อยากรู้ว่าทุกคน เลือก
     
    "ความรัก" หรือ "อากาศ" !?
     
    .....................
     
     
     
    GolfWira                    
    http://soul-of-heart.spaces.live.com
     

     
    April 21

    ○ ครั้งหนึ่งของชีวิต..กับเหตุการณ์น้ำท่วม

     

    หลังจากตัดสินใจจะกลับมาทำสเปซอีกครั้งหนึ่ง

    ก็เลยลองกลับมานั่งดูสเปซเดิมที่เคยทำมา

    พอได้อ่านบล็อคเก่า ๆ ที่เคยทำไว้จนเพลิน  ก็ต้องมาติดใจกับบล็อคนี้ที่ตัวเองเคยทำไว้ 

    เลยเอามาแปะไว้ เผื่อให้ใคร ๆ ที่เข้ามาได้อ่านกัน

    กับครั้งหนึ่งของชีวิตที่ได้เผชิญกับเหตุการณ์อันคาดไม่ถึง

    ครั้งแรกในชีวิตที่ต้องเจอกับเหตุการณ์น้ำท่วมบ้าน แทบเอาชีวิตไม่รอด ตอนเราอยู่ ม.4

    เอามาให้อ่านเล่น ๆ เพลิน ๆ กันก่อน

    เราเองตั้งใจไว้ว่าจะทำสเปซนี้ไว้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่อยากจดจำ

    เรื่องราวที่น่าประทับใจ หรือแม้จะเป็นที่ไว้สำหรับระบายอารมณ์ ความรู้สึก 

    ในโลกส่วนตัวแห่งนี้ เป็นที่ที่เราจะเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด

    และมีความสุขกับการได้ทำสเปซ และหวังว่าใครที่แวะเข้ามาดู

    จะอ่านบล็อคต่างๆ ที่เราเขียนได้อย่างมีความสุข

    ขอบคุณทุกคนที่แวะมาเยี่ยมชมสเปซแห่งนี้นะจ้ะ

     

     

    Come Back Again With Space's Arina-MarS !!

     

    กลับมาคราวนี้ ต้องขอบอกว่า ดีใจมาก ๆ

    คิดถึงโลกแห่งนี้จังเลย

    ....... 

    ใครจะเชื่อบ้างล่ะคะ ว่าหลังจากเวลาในวันนั้นล่วงเลยไป

    จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ที่พลิกผันอนาคตได้

     

     

    Image Hosted by ImageShack.us

    ข้างนอกนั้น ฝนยังคงตกหนัก

    และดูเหมือนจะไม่ลดปริมาณความรุนแรงลงเลย

     ประหนึ่งเหมือนเพิ่งจะตกใหม่ ๆ แต่ว่ามันเกิน 12 ชั่วโมงไปแล้ว

    ฉันเหลียวมองพื้นที่โดยรอบ

    ไม่พบหน้าผู้คนเลย ทุกคนคงยังสลบสไล

    หรือว่าเพียงแค่เก็บตัวเองในร่มกำบังฝน

    เวลานี้โดยปกติ ผู้คนจะวุ่นวายกับกิจวัตรต่าง ๆ

    แต่นี่ดูเหมือนกลับกลายเป็นกลางคืนไปเลย

    ฉันเฝ้ามองดูสายฝนเคลื่อนไหวอยู่นาน

    มองดูตัวเองเคลื่อนไหวไปบ้าง

    แต่แล้วก็ต้องฟุบหลับไปเพราะความเหนื่อยแรง

    ......................................................

     

     

    วันนั้น ฉันไปโรงเรียนตามปกติ และกลับบ้านทำการบ้าน

    จนถึงเที่ยงคืน (มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วละ)

    แต่มันก็แปลกตรงที่ 2-3 วันมานี้  ฝนตกทั้งเช้าทั้งเย็นเลย

    รวมถึงตอนกลางคืนด้วย

    จนทำให้วันนี้ฉันเป็นไข้ไปพักนึง (นอนตั้งแต่เย็นยัน 4 ทุ่มเลย)

    หลังจากตื่นขึ้นมา นาฬิกาตีบอกเวลา 4 ทุ่มกว่า ๆ

    เราก็ยังคงนั่งทำการบ้านต่อไป โดยไม่สนใจดินฟ้าอากาศ

     

    ............................................

     

    Image Hosted by ImageShack.us

     

    ฉันเฝ้ามองดูฝนตก แล้วก็รู้สึกดีใจแทนชาวไร่ ชาวนา

    ฝนตกขนาดนี้ที่นาคงได้ซึมซับน้ำไว้มากมาย

    สำหรับชีวิตใหม่ที่กำลังเจริญเติบโต

    ผลิดอกออกผล สร้างความเขียวขจีชุ่มฉ่ำให้กับผืนดิน

     

    แต่ใยฝนคราวนี้จึงนำพาเอาหายนะมาสู่พวกเรา ++ !!!

    ..................................

     

     

    (ทราบข่าวหลังเกิดเหตุ) คืนนั้นเอง...ฝายหลวงที่ อ.ลับแล

    (ใกล้ ๆ นี่เองละ) น้ำจากฝายมันเกิดล้นขึ้นมานะสิ

    แล้วไงต่อหรอคะ...พวกเราไม่มีใครรู้เรื่องใด ๆ หรอก

    มองออกไปนอกหน้าต่างดูสิ

    จะมีสักกี่บ้านที่ยังคงมองเห็นแสงไฟ

    จะมีสักกี่บ้านกัน ที่ยังคงส่งเสียงเอะอะ

    ความเงียบของค่ำคืนได้ขับกล่อมหลายชีวิตให้หลับไหล

    รวมทั้งตัวฉันด้วย

    ............................

    แต่ใครจะรู้ว่า เหตุการณ์ไม่คาดฝันกำลังจะเกิดขึ้น

    เหนือขึ้นไปจาก อ.เมือง ที่ที่ฉันเองอาศัยอยู่

    เบื้องบนนั่น คือ อ.ลับแล

    ซึ่งเต็มไปด้วยบ้านเรือนของชาวบ้านมากมาย

    ผู้ที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อของภัยธรรมชาติ

    ทุกคนกำลังหลับไหลอยู่ภายใต้ชายคาอันแสนสุข

    ที่รายล้อมไปด้วยภูเขา ป่าไม้ และ ธรรมชาติมากมาย

    แต่แล้วเมื่อน้ำมากมายเอ่อล้น พังทลายทุกอย่างที่ขวางหน้า

    ต้นไม้มากมายถูดถอนรากถอนโคน

    และค่อย ๆ คลืบคลานมายังบ้านเรือนเบื้องล่าง

    ................................

     

    เมื่อน้ำผ่านเลยไปก็คงเหลือไว้เพียงซากปรักหักพังของบ้านเรือน

    ที่ที่เคยเป็นดั่งสวรรค์ของทุกคน

    ครานี้ กลับกลายเป็นดั่งนรก

    สุสานที่ดูดกลืนทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตไป

    ...............................

     

    ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น

    ถึงคราวที่ธรรมชาติลงโทษพวกเราแล้วหรือไร

    ฝนยังคงตกต่อไป จนกระทั่งมันได้ชะล้างหน้าดินลงมา

    ดูดกลืนบ้านเรือนและชาวบ้านจมลงสู่ใต้พื้นดิน

    เหลือไว้เพียงความโศกเศร้าของผู้คนที่ถูกพรากสิ่งที่รักไป

    ..............................

     

    ขณะนี้ตัวฉันกำลังสลบสไลอยู่อย่างนั้น

    เวลาคงผ่านล่วงเลยไปนาน

    หลังจาก หลายชีวิตเผชิญกับความโศกเศร้าแล้ว

    หลายคนที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองก็ยังคงไม่รับรู้ถึงอันตราย

    จนกระทั่งเวลาประมาณ ตี 3

    น้ำจำนวนมากก็เริ่มเอ่อล้นเข้าท่วมตัวเมือง

    และตอนนี้ มันก็ค่อย ๆ คืบคลานมาที่ซอยบ้านฉัน

    จนเวลาประมาณ ตี 5

    เสียงเอะอะจากภายนอก ท่ามกลางสายฝนนั้น

    ปลุกให้ฉันตื่นขึ้นมา

    ฉันพยามมองผ่านสายฝนที่ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา

    มองออกไปข้างนอกนั้น

    แต่ว่า...พระเจ้าไม่เข้าข้างฉันเลย !!

    รู้มั๊ยว่า ฉันสายตาสั้นนะ

    แล้วฉันก็พยายามควานหาแว่นตาแล้ว

    เปิดไฟหาก็แล้ว  แต่ก็หาไม่พบ

    ................................

    ฉันยังคงไม่นึกเอะใจแต่อย่างใด

    คิดว่าเป็นอุบัติเหตุรถชน

    ยังสวดภาวนาให้คนเหล่านั้นปลอดภัยอยู่เลย

    แล้วฉันก็ผลอยหลับไป

     

    ตื่นขึ้นมาอีกที่ 6 โมงเช้า

    ฉันเดินลงไปชั้นล่าง เพื่อจะเปิดประตูหน้าบ้าน

    เอ๊ะ !!  ทำไมไฟดับอีกละ  น้ำก็ไม่ไหลมา 2 วันแล้วนะ

     

    แล้วก็พลันเหลียวเห็นบางอย่างข้างนอกนั่น

    น้ำจำนวนมากเอ่อขังท่วมถนนอยู่ 

    รวมทั้งรถยนต์ของพวกเราด้วย

     

    ทันใดนั้น

    ม..ม.ม ..แมมม่ !!!   น้ำท่วมมมมม !!!!

    ...............................

    แล้วเราก็เปิดประตูออกไปเพื่อมองภาพนั้นให้เต็มตา

     

    โอ้ พระเจ้า...มันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน

    ใครจะคิดละ ว่า น้ำจะท่วมอุตรดิตถ์  ในเมืองเนี่ยนะ !!!

     

    แล้วน้ำจำนวนมากก็ไหลเข้าตัวบ้านฉัน

    และเพิ่มระดับด้วยความรวดเร็ว

    (ส่วนฝนก็ยังคงตกหนักไม่ยอมหยุด)

     

    พวกเราใช้แรงทั้งหมดเท่าที่มีเก็บของต่าง ๆ ขึ้นที่สูง

    แม่ของฉันเก็บของขึ้นวางบนโต๊ะ

    แต่แล้วโต๊ะก็ต้องลอยเพราะต้านแรงน้ำจำนวนมากไม่ไหว

    ของต่าง ๆ เริ่มคว่ำลงน้ำ

    (ทั้ง ๆ ที่มันไม่หน้าท่วมสูงไปมากกว่านี้แล้ว)

    น้ำเริ่มสูงขึ้นจากตาตุ่มจนถึงเอวแล้ว

     

    พวกเราจึงพยายามขนของขึ้นสู่ชั้น 2 เท่าที่ทำได้

    แต่แล้ว ตอนนี้ ระดับน้ำกลับขึ้นมาถึงระดับอก

    และค่อย ๆ สูงขึ้นจนมิดหัว

     

    ไม่ไหวแล้ว ... มันไม่ควรจะสูงไปมากกว่านี้แล้ว

    ฉันพยายามสวดอ้อนวอนสิ่งศักสิทธิ์ขณะเก็บของไปด้วย

     

    แล้วในที่สุดพวกเราก็ต้องนำพา 4  ชีวิต ทั้งหมดในบ้าน

    ออกมาสู่ภายนอก  (เผ่นก่อนละ)

    ........................................

     

    ขณะนี้ เวลาประมาณ 9 โมงเช้า

    พวกเราที่เปียกปอนไปด้วยน้ำ

    ก็ออกมาสู่พื้นที่ที่สูงพอที่น้ำท่วมไม่ถึง

    (แม้แต่รองเท้ายังไม่ได้ออกมาเลยค่ะ)

    หิว.. หิวววว  มันเหนื่อยและเมื่อยไปหมด

    หลังจากเราหาข้าวเช้าทานเรียบร้อย

    เราก็ออกหาที่อยู่ใหม่ แล้วก็มาจบลงที่หอพักใกล้ ๆ บ้าน

    เพราะ ตอนนี้ พวกเราติดเกาะซะแล้ว

    มองไปทางไหนก็มีแต่น้ำล้อมรอบ

    (นี่มันกะจะท่วมทั้งจังหวัดเลยรึ)

    ...................................

     

    โชคดีที่บริเวณหอพัก และโรงพยาบาล น้ำท่วมไม่ถึง

    พวกเราเลยมีที่ค้ำหัวชั่วคราว

    และที่โชคดีไปกว่านั้น ก็คือ มีน้ำใช้ด้วย

    "ได้อาบน้ำแล้วเว้ยยย...หลังจากหมักหมมมา 2 วันได้"

    (ต้องอาศัยน้ำขวดบ้วนปาก ล้องหน้าเอาอ่ะ)

     

    หลังจากนั้น

    พวกเราก็เฝ้ารอคอยว่าเมื่อไหร่น้ำจะลดลง

    มีแต่จะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

    ตอนนี้น้ำมันสูงขึ้นมาเกือบถึงหอพักที่เราอยู่แล้วด้วย o_O

    แงๆ...ทำมายต้องเจอเรื่องแบบนี้ด้วย

    ไอ้ฝนบร้า แกจะตกไปถึงเมื่อไรว้า...

    (ขณะนั้น ไฟฟ้าถูกตัดขาด โทรศัพท์ใช้การไม่ได้)

    เข้าใจถึงคำว่า ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกจิง ๆ

    ...................................

     

    ฉันนั่งปลงอยู่นาน  ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เลยว่า มีอีกหลายชีวิตที่โดนมากกว่านี้

    หลายชีวิต ที่ต้องถูกพรากจากไปทั้งที่ไม่ทันตั้งตัว

    หลายชีวิตที่ตอนนี้ไม่มีบ้านจะอยู่

    หลายชีวิตที่ไม่มีโอกาสได้มามองดูน้ำอย่างนี้

    ...................................

     

    (พวกเรายังคงโชคดีที่ยังคงมายืนอยู่ตรงนี้ได้)

    (ถึงแม้จะสูญเสียทรัพย์สินมากมายที่ถูกดูดกลืนไปกลับสายน้ำ)

    (แต่ชีวิตยังคงยืนอยู่ตงนี้ และสามารถเริ่มต้นใหม่ได้)

    (ถึงแม้เมื่อน้ำลด พวกเราจะต้องเหนื่อยต่อไปอีกนานก็ตาม)

     

    ขอให้ทุกคนที่ประสบอุทกภัยในครั้งนี้

    ทั้งที่ยังมีบ้าน ไม่มีบ้าน หรือต้องงสูญเสียคนที่รักไป

    จงอย่าท้อถอย และ ยืนหยัดขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง

    ถือซะว่า พวกเรา คือ คนที่พระเจ้าเลือกที่จะให้อยู่

    เพื่อชดใช้กรรมต่อไป

    ............................................

     

     

    ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน         

               GolfWira                   
    Http://Soul-of-Heart.spaces.live.com

     

    Image Hosted by ImageShack.us

      

     

     

     

     

     
     อ่านจบแร้ว เป็นไงกันบ้างเอ่ย
     
    เราเองอ่านแร้วยังรู้สึกแปลกดี กับชีวิตตัวเองตอน ม.4
     
    รู้สึกจะเจอกับเรื่องราวเฉียดตายหลายอย่าง นับเอาก็ 4 ครั้ง ในปีเดียว
     
    ครั้งแรก คงเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมนี่แหละ  เปิดเทอมแรกตอน ม.4  ก็โดนน้ำท่วมเลย
     
    ครั้งที่สอง เป็นเหตุการณ์หลังจากนั้นเพียงไม่นาน กลับการหงายหลังตกรถมอไซค์ mio
     
    หัวกระแทก เข้าโรงบาล
     
    ครั้งที่สามก็หลังจากนั้นอีกไม่นาน ในเทอมหนึ่งนี่แหละ
     
    เอาอิกแระ  นั่งไพล่ตกรถมอไซค์อีกแระ  เป็นงานหามส่งโรงบาลอิกรอบ
     
    ส่วนครั้งสุดท้ายเป็นตอนเทอมสอง ขี่รถมอไซค์จะเลี้ยวขวาผ่านไฟแดง
     
    ดั๊น มีรถมอไซค์ฝั่งตงข้ามขี่ฝ่าไฟแดงมา  ชนกับเราเข้าอย่างจัง
     
    รถปอเต๊กตึ๊ง มารับ หามส่งโรงบาลอีกรอบ
     
    หลังจากเหตุการณ์ เพื่อนที่เห็นเหตุการณ์เล่าให้เราฟังว่า
     
    เราโดนรถคันตรงข้ามชนด้านข้างรถเข้าอย่างจัง
     
    แร้วก็มีรถมอไซค์คันด้านหลังวิ่งเข้ามาชนเราอีกรอบ  แต่ก็ยังรอดมาได้
     
    หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้ แม่เราถึงกลับพาเราไปต่อชะตากับพระที่วัดเรย 55+
     
    เป็นเอามาก  แต่ก็ไม่เจออุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้นอีก  เรื่องอย่างงี้ใครไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่เนอะ
     
    เอาเป็นว่า หลังจากเจออุบัตุเหตุทางรถมอไซค์มาอย่างโชกโชน (มั้งนะ)
     
    ตอนนี้ถึงกับกลัวการขี่รถมอไซค์ ในที่ที่มีรถราวิ่งเยอะๆ
     
    กลัวการไม่ใส่หมวกกันน็อค  กลัวการขี่รถไวๆ
     
    รวมทั้ง กลัวการซ้อนรถมอไซค์ ยี่ห้อ mio
     
    เอาหละ จบแระ พล่ามมาซะยืดยาว
     
    ไว้เจอกันบล็อคหน้านะคะ ...จบข่าว !!
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    April 04

    ○ เรื่องราวของเจ้าของสเปซ

     
       

    25/04/52


    สวัสดีคะ กลับมาแร้ว หลังจากหนีไปทำ hi5 อยู่สักพัก
    แต่กลับรู้สึกไม่ถูกใจเอาซะเลย
    ถึงแม้ว่า  hi5 มันจะทำง่ายกว่าสเปซเป็นไหนๆ
    แค่หาโค้ดสำเร็จมาใส่ ๆ ก็สำเร็จ
    แต่ด้วยความที่มันสำเร็จรูปจนเกินไป
    จนวางรูปแบบหน้าโปรไฟล์ให้ดูแปลกตาไม่ได้
    เราจึงได้ตัดสินใจย้ายบ้านกลับมาโลดแล่นอยู่บน
    หน้าเว็บสเปซอีกครั้ง
    ......
    สเปซ เดิมถือเป็นเว็บไซท์ฮ็อตฮิตที่เหล่าบรรดา
    นักท่องอินเตอร์เน็ตเคยใช้เป็นเหมือนแหล่งไดอารี่
    ไว้บันทึกเรื่องราวต่างๆ
    แต่เมื่อวิวัฒนาการทางโลกอินเตอร์เน็ตได้
    แพร่หลายมากขึ้น วันเวลาก็ผ่านเรยไป
    ได้มีเว็บไซท์ประเภทเดียวกันนี้เกิดขึ้นมากมาย
    และที่กำลังเป็นที่นิยมของกลุ่มวัยรุ่นในขณะนี้
    ก็คงหนีไม่พ้น ฮิห้า หรือ hi5 ที่ทุกคนรู้จักกันดี

    ...
    แต่ก็อย่างที่บอกอะนะ มันสำเร็จรูปจนเกินไป
    จนทำให้เรารู้สึกเอียน  บางทีแอบโฉบไปเข้า hi5
    ของใครต่อใคร ที่ถึงกับสรรหาโค้ดต่าง ๆ มากมาย
    มาแต่งจนเว่อร์ โดยไม่คำนึงเลยว่า
    มันจะทำให้หน้าเว็บของคุณรันหน้าอืดมากแค่ไหน 
    พูดไปเด๋วจะยาวปล่าวๆ คะ อารมณ์พล่ามเริ่มโผล่
    ...
    สำหรับบล็อคนี้ เราตั้งใจไว้ว่าจะทำไว้สำหรับ
    แนะนำตัว รวมถึงแนะนำสเปซแห่งนี้ด้วย
    ไหนๆ สเปซนี้ก้อพึ่งเปิดใหม่ (เป็นครั้งที่สาม)
    คงต้องมีที่มาที่ไปของเจ้าของสเปซกันหน่อย
    ...

    ก่อนอื่นมาเข้าโหมดแนะนำตัวกันก่อน
    ชื่อของเราก็อย่างที่เห็นข้างล่างนี้ แระมีชื่อเล่น
    อันสะดุดหูว่า กอล์ฟ ...
    (สะดุดตงไหนหรอ แหม ใครต่อใครได้ยินชื่อนี้
    คงต้องคิดว่าเป็นชื่อผู้ชายกันทุกคน )

    บางทีตัวเราเองยังรู้สึกเกลียดชื่อนี้เลย
    เวลาทำอะไรซักอย่างจึงมักใช้นามแฝงอยู่เสมอ
    ที่ใช้บ่อยๆ ในวงการเกม ก็คงชื่อ ครีม
    อ๊ะๆ ตกใจละซิ เห็นแบบนี้ เราเองก็ติดเกมพอควรเรยนะ
    (แค่ไม่แสดงออกเท่านั้นเอง หุหุ)
    บางทีเขียนบล็อคบ่อยๆ ก็มักใช้ Arina-MarS
    ไม่ก็ CoOky_CreaM อันหลังนี้ใช้บ่อยกว่านะ

    เราเป็นคนจังหวัดอุตรดิตถ์ เกิดแระโตที่อุตรดิตถ์
    แต่ได้เข้ามาเรียนที่ลาดกระบังด้วยสาเหตุบางประการ

    ด้วยเหตุที่ไม่รุว่าตัวเองชอบอะไรจิงๆ
    ชีวิตผ่านเรยไป ได้แต่เรียนๆเล่นๆ ไปวันๆ
    มีเพื่อนที่สนิทมาก อยู่ 2 คน
    และการได้เรียนในโรงเรียนมัธยมหญิงล้วนของฉัน
    จึงทำให้การคบหาเพื่อนผู้ชาย เป็นเรื่องยากพอควร

    พอขึ้นชั้น ม.ปลาย เราได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียน
    ในห้องเรียนโครงการอัจฉริยะภาพ
    แต่ฉันรู้ดีว่า การเข้ามาเรียนในห้องนี้จะต้องเจอกับอะไร
    ฉันบอกพ่อว่าไม่อยากเรียน แต่ท่านก็บังคับให้เรียน
    จนถึงกับทะเลาะกันรุนแรง สุดท้ายก็ต้องจำใจเรียน

    แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไว้ เพื่อนๆห้องอื่นในโรงเรียน
    รวมทั้งกลุ่มครูอาจารย์ ล้วนรังเกียจนักเรียนห้องนี้
    ด้วยภาพลักษณ์และสังคมที่แตกต่างจากนักเรียนทั่วไป
    แม้เพื่อนในห้องเดียวกันยังใส่หน้ากากเข้าหากัน
    มีแต่การแข่งขัน แก่งแย่งชิงดีกัน
    กลุ่มเพื่อนสนิทพากันหายหน้า ด้วยเราอยู่กันคนละห้อง
    เพื่อนเดิมๆที่เคยรู้จัก ก็พากันไม่ยิ้มทักทาย 
    ทำเหมือนไม่เคยรู้จัก ...
    ทนอยู่ได้ 1 ปี ผ่านไป  พอฉันได้ขึ้น ม.5
    ทั้งพ่อและแม่ แยกกันอยู่
    ตัวฉันเองไปอยู่กับแม่  ส่วนน้องสาวฝาแฝดของฉัน
    ยังคงอยู่กับพ่อที่บ้านหลังเดิม
    ชีวิตครอบครัวของฉันได้เปลี่ยนแปลงไป
    จะพูดยังไงดี ไม่ใช่จากอบอุ่นเป็นขาดความอบอุ่น
    แต่เป็นขาดความอบอุ่นอยู่แร้ว และยิ่งย่ำแย่

    แม่ของฉันย้ายออกมาเปิดร้านขายของเล็กๆ
    ฉันมองดูแม่ทำงานตรากตรำ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก

    พอขึ้นชั้น ม.6 ฉันเตรียมอ่านหนังสือสอบเอ็นทรานส์
    เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไร  ฉันเคยมีความฝันเมื่อสมัยเด็ก ๆ ว่า
    อยากจะเรียนสถาปัตย์ แต่เมื่อลองถามพ่อ
    ท่านกลับบอกว่ามันไม่มีเกียรติพอเท่าแพทย์
    สรุป.. ท่านต้องการให้ฉันสอบแพทย์
    ฉันเอง เฝ้าถามตัวเองว่าตนเองทำอะไรได้บ้าง ?
    หรือชอบทำอะไร ?...
    แล้วความคิดหนึ่งก็วูบเข้ามา วาดรูปได้เหรอ  
    อืม..ฉันคิดอยู่ว่าตั้งแต่ขึ้น ม.ต้นมา ฉันไม่เคยวาดรูป
    เป็นการเป็นงานเรย  จนกระทั่งขึ้น ม.ปลาย
    ถึงได้กลับมาวาดรูปประกวดอีกครั้ง
    แต่น้อยจนนับครั้งได้ แค่ 3 ปี ปีละครั้งเอง
    ตอนนั้น คำตอบที่ฉันได้คือ ฉันไม่ใช่คนชอบวาดรูป
    และไม่ใช่คนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากพอ
    ที่จะเข้ามาเรียนทางด้านศิลปะ

    ในช่วงใกล้หมดเทอมหนึ่งของ ม.6 ฉันก็ยังไม่รู้ว่า
    ตนเองต้องการเรียนในสายใด
    สุดท้ายฉันเองจึงตัดสินใจสอบแพทย์
    ตามที่พ่อขอไว้...
    อีกอย่าง ถ้าหากฉันเรียนจบแพทย์จริงๆ
    ก็คงสามารถช่วยเศรษฐกิจการเงินของแม่ได้

    ช่วงเวลานั้น เวลาที่ฉันเครียดบ่อยๆ
    ทั้งจากการเรียน และปัญหาครอบครัว
    ฉันก็จะมานั่งระบายผ่านทางสเปซเก่าที่ปิดไป
    หลายครั้งที่ทะเลาะกับครอบครัว บ่อยครั้งและรุนแรง
    จนเคยถูกไล่ออกจากบ้าน ฉันก็ได้สเปซนี่แหละ
    เป็นที่ระบายเพื่อให้อารมณ์ผ่อนคลายลง
    จนกลายเป็นว่า เวลาว่างของฉันทั้งหมด
    หมดไปกับการนั่งทำเว็บไซท์ และทำงานกราฟิก
    ช่วง ม.6 ปีนั้น เป็นปีที่เหล่าบรรดาอาจารย์ทั้งหลาย
    เร่งทำผลงานตัวเอง ฉันเองก็ได้อาศัยช่วงเวลานี้
    ในการหาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ แม้ว่าจะมีเวลาไม่มาก

    ช่วงปลายเทอมสอง ฉันรู้สึกท้อกับการอ่านหนังสือ
    เพื่อสอบเข้าแพทย์  ฉันตระเวนสอบโควต้าตามมหาลัย
    แต่ผลสอบที่ออกมาก็ทำให้ยิ่งเครียดมากขึ้นมากขึ้น
    นั่งอ่านหนังสือไปก็ร้องไห้ไป ...
    จนเมื่อถึงขีดสุด ฉันหมดแรงที่จะสู้ต่อ และหวนคิดว่า
    นี่หรือคือทางที่เราเลือก  ?
    การจะทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รักจริงๆ เมื่อเราท้อขึ้นมา
    ก็หมดแรงได้ง่ายๆ  ฉันบอกกับพ่อ
    แต่ท่านก็ยังคงต้องการให้ฉันเรียนแพทย์เหมือนเดิม

    หลังจากนั้น โชคดีที่มีอาจารย์ท่านหนึ่งนำใบประกาศ
    โควต้าโรงเรียนของคณะสถาปัตย์ภายใน ลาดกระบัง
    มาให้  ทั้งโรงเรียนรับเพียง 3 คน แต่ไม่มีใครสมัครเรย
    ฉันได้รับข้อมูลนี้ตอนวันสุดท้ายของกำหนดส่งใบสมัคร
    ซึ่งจะต้องทำแฟ้มรวบรวมผลงานด้วย
    วันนั้น ฉันโดดเรียนเพื่อไปทำแฟ้มของตัวเอง
    ตัดสินใจว่า จะลองสมัครไป แม้ว่าจะไม่ได้ไป
    สอบความถนัดทางสถาปัตย์ก็ตาม...
    หลังจากเวลานั้นล่วงเลยไป ฉันมีกำหนดที่จะต้องไปสอบแพทย์ที่มหาลัยมหิดล วันที่ 1 มกราคม 
    ซึ่งก่อนหน้านั้น ฉันได้รับข่าวว่าฉันติดโควต้าสถาปัตย์
    ที่ได้ส่งไปอย่างรีบเร่งในวันนั้น
    และทางมหาลัยได้นัดให้ฉันไปสอบสัมภาษณ์
    ในวันที่ 3 มกราคม  ฉันดีใจมากเพราะถ้าหาก
    ฉันติดคณะทางนี้ฉันคงไม่ต้องเครียดมากเท่าที่เป็นอยู่
    อย่างน้อยก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ฉันพอทำได้
    แม้ใจจริง จะอยากเรียนทางด้านงานกราฟิกมากกว่า
    ...

    วันที่ 1 มกราคม 2552  ฉันไปสอบแพทย์มหิดล
    โดยที่พ่อไม่รู้ว่าฉันติดสอบสัมภาษณ์โควต้าสถาปัตย์

    หลังจากนั้น เมื่อถึงวันที่ 3 ฉันจึงหนีพ่อไปสอบสัมภาษณ์โควต้าสถาปัตย์ภายในที่ลาดกระบัง
    ทั้งๆ ที่ไม่มีผลคะแนนความถนัดไปยื่น
    ทั้งตื่นเต้น ทั้งกลัว  แต่สุดท้ายก็ติด
    ขอบคุณพระเจ้า ฉันหลุดพ้นแร้ว...
    หลังจากบอกพ่อว่าฉันจะเรียนคณะนี้
    ท่านถึงกับไม่คุยกับฉันไปพักหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ได้เรียน

    1 ปีผ่านไปแร้วสินะ ... ตอนนี้ฉันกำลังจะขึ้นปี 2 แร้ว
    ช่วงเวลาเกือบ 1 ปี ที่ผ่านมา ฉันทุ่มเทวันเวลา
    เรียนรู้ทักษะ สกิลใหม่ๆ ทางงานเขียนแบบ
    (พูดเป็นเกมไปแร้ว) หลายครั้งที่เครียด หลายครั้งที่ท้อ
    การเรียนสถาปัตย์นี่หนักมาก เชื่อว่า หากใครไม่รักงาน
    ด้านศิลปะจริงๆ คงสู้ไม่ไหว 
    ฉันเองก็ยังคิดอยู่ว่าตัวเองจะเรียนต่อไปไหวมั๊ย
    ยิ่งปีต่อๆ ไป ยิ่งงานหนักขึ้น
    แต่ทุกครั้งที่ทำงาน ฉันก็รู้สึกสนุกอยู่บ้าง 
    แม้จะไม่เท่ากับการทำงานกราฟิกก็ตาม
    แต่ฉันเองก็รู้สึกชอบงานสายนี้พอควร

    ทุกๆ ครั้ง ที่ฉันท้อกับการเรียน และการทำงาน
    ฉันก็จะนึกถึงแม่ และหวังไว้ว่าฉันจะต้องเรียนจบให้ได้
    เพื่อในวันข้างหน้า ฉันจะช่วยแม่แบ่งเบาภาระท่านได้

    กล่าวมาซะยาว ไม่อยากพล่ามอะไรต่อแล้ว
    (จิงๆขี้เกียจพิมอะ ไม่มีไรมาก  >_< )

    สุดท้ายนี้ ...
    ฉันอยากฝากเพื่อนๆไว้
    ไม่ว่าจะทำอะไร ขออย่าท้อ
    ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ หากไม่ลองทำ
    และ ความพยายาม จะทำให้คุณสำเร็จ

    การเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้มาก
    ในการที่จะทำอะไรซักอย่างหนึ่ง
    เพราะการที่เราลองถูกลองผิดจะทำให้เรารู้จัก
    การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

    และสุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุก ๆ คนที่แวะเข้ามา
    เยี่ยมเยียนสเปซและบล็อคแห่งนี้



                                                               GolfWira

                                          by...KANOKPORN
     

    ช่วง